<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>LifeofBuddha.org</title>
	<atom:link href="http://lifeofbuddha.org/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://lifeofbuddha.org</link>
	<description>พุทธประวัติ มัชฌิมโพธิกาล - นักธรรมชั้นตรี</description>
	<lastBuildDate>Sun, 22 May 2011 04:00:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.5</generator>
		<item>
		<title>ทรงบำเพ็ญพุทธกิจในมคธชนบท</title>
		<link>http://lifeofbuddha.org/7/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b9%87%e0%b8%8d%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%98%e0%b8%8a.html</link>
		<comments>http://lifeofbuddha.org/7/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b9%87%e0%b8%8d%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%98%e0%b8%8a.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 03:51:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lifeofbuddha.org/?p=7</guid>
		<description><![CDATA[ทรงบำเพ็ญพุทธกิจในมคธชนบท มคธชนบทอยู่ในเขตมัธยมประเทศแห่งชมพูทวีปตอนใต้ มีกรุงราชคฤห์เป็นนครหลวง มีพระมหากษัตริย์มีราชอิสริยยศเป็นมหาราชหรือราชาธิราชเป็นผู้ทรงอำนาจสิทธิ์ขาดในการ ปกครอง ในสมัยที่พระบรมศาสดาเสด็จมาประดิษฐานพระพุทธศาสนา ณ กรุงราชคฤห์นั้น พระเจ้าพิมพิสารมหาราชทรงปกครองมคธชนบทนี้ มคธชนบท มีอาณาเขตโดยอนุมาน ดังนี้ ทิศเหนือ จรดกาสีชนบทและโกศลชนบท ทิศตะวันออก จรดวัชชีชนบท มีแม่น้ำคงคาเป็นอาณาเขต ทิศใต้ จรดมหาสมุทรและกลิงคชนบท ทิศตะวันตก ยังไม่พบหลักฐานทางอนุมาน กรุงราชคฤห์ ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำตะโปทา ห่างจากแม่น้ำคงคาประมาณ ๕ โยชน์ เป็นเมือง ที่รุ่งเรืองมากในสมัยนั้น ประทานอุปสัมบทแก่พระมหากัสสปะ คราวหนึ่ง พระศาสดาเสด็จจาริกโปรดประชาชนในมคธชนบท ประทับอยู่ที่ร่มไทร มีชื่อว่า พหุปุตตกนิโครธ ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทาต่อกัน ครั้งนั้น ปิปผลิมาณพ กัสสปโคตร มีความเบื่อหน่ายในการครองเรือน ละฆราวาส ถือเพศเป็นบรรพชิตออกบวชอุทิศพระอรหันต์ในโลก เห็นพระศาสดาประทับนั่งอยู่ที่ใต้ร่มไทรนั้น มีความเลื่อมใสจึงเข้าไปเฝ้า รับเอาพระองค์เป็นพระศาสดาของตน พระพุทธองค์ ทรงรับเป็น ภิกษุในพระธรรมวินัยด้วยประทานโอวาท ๓ ข้อว่า ๑. กัสสปะ ท่านพึงศึกษาว่า เราจักเข้าไปตั้งความละอายและความเกรงไว้ใน ภิกษุ ทั้งที่เป็นผู้เฒ่า &#8230; <a class="read-excerpt" href="http://lifeofbuddha.org/7/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b9%87%e0%b8%8d%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%98%e0%b8%8a.html">Continue reading <span class="meta-nav">&#187;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://lifeofbuddha.org/wp-content/uploads/2011/05/picture_resize.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-10" src="http://lifeofbuddha.org/wp-content/uploads/2011/05/picture_resize.jpg" alt="" width="498" height="336" /></a></p>
<p><strong>ทรงบำเพ็ญพุทธกิจในมคธชนบท</strong><br />
มคธชนบทอยู่ในเขตมัธยมประเทศแห่งชมพูทวีปตอนใต้ มีกรุงราชคฤห์เป็นนครหลวง<br />
มีพระมหากษัตริย์มีราชอิสริยยศเป็นมหาราชหรือราชาธิราชเป็นผู้ทรงอำนาจสิทธิ์ขาดในการ<br />
ปกครอง ในสมัยที่พระบรมศาสดาเสด็จมาประดิษฐานพระพุทธศาสนา ณ กรุงราชคฤห์นั้น<br />
พระเจ้าพิมพิสารมหาราชทรงปกครองมคธชนบทนี้<br />
<strong>มคธชนบท มีอาณาเขตโดยอนุมาน ดังนี้</strong><br />
ทิศเหนือ จรดกาสีชนบทและโกศลชนบท<br />
ทิศตะวันออก จรดวัชชีชนบท มีแม่น้ำคงคาเป็นอาณาเขต<br />
ทิศใต้ จรดมหาสมุทรและกลิงคชนบท<br />
ทิศตะวันตก ยังไม่พบหลักฐานทางอนุมาน<br />
กรุงราชคฤห์ ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำตะโปทา ห่างจากแม่น้ำคงคาประมาณ ๕ โยชน์ เป็นเมือง<br />
ที่รุ่งเรืองมากในสมัยนั้น</p>
<p><span id="more-7"></span><br />
ประทานอุปสัมบทแก่พระมหากัสสปะ<br />
คราวหนึ่ง พระศาสดาเสด็จจาริกโปรดประชาชนในมคธชนบท ประทับอยู่ที่ร่มไทร<br />
มีชื่อว่า พหุปุตตกนิโครธ ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทาต่อกัน<br />
ครั้งนั้น ปิปผลิมาณพ กัสสปโคตร มีความเบื่อหน่ายในการครองเรือน ละฆราวาส<br />
ถือเพศเป็นบรรพชิตออกบวชอุทิศพระอรหันต์ในโลก เห็นพระศาสดาประทับนั่งอยู่ที่ใต้ร่มไทรนั้น<br />
มีความเลื่อมใสจึงเข้าไปเฝ้า รับเอาพระองค์เป็นพระศาสดาของตน พระพุทธองค์ ทรงรับเป็น<br />
ภิกษุในพระธรรมวินัยด้วยประทานโอวาท ๓ ข้อว่า<br />
๑. กัสสปะ ท่านพึงศึกษาว่า เราจักเข้าไปตั้งความละอายและความเกรงไว้ใน<br />
ภิกษุ ทั้งที่เป็นผู้เฒ่า ทั้งที่เป็นผู้ใหญ่ ทั้งที่เป็นปานกลาง เป็นอย่างแรงกล้า</p>
<p>พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมนั้น<br />
๓. เราจักไม่ละสติที่ไปในกาย คือพิจารณาร่างกายเป็นอารมณ์<br />
การอุปสมบทของพระมหากัสสปะด้วยรับโอวาท ๓ ข้อนี้ จัดเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา<br />
นับตั้งแต่วันอุปสมบทมา ๘ วัน พระมหากัสสปะก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ ในโอวาทนี้ พระศาสดา<br />
ตรัสเรียกปิปผลิว่ากัสสปะตามโคตรของท่าน ท่านปิปผลิรูปนี้เมื่อเข้ามาอยู่ในพระธรรมวินัยนี้แล้ว<br />
ภิกษุสหธรรมิกนิยมเรียกท่านวา่ พระมหากัสสปะ เพื่อใหแ้ ตกตา่ งไปจากพระกัสสปะอื่น ๆ เชน่<br />
พระกุมารกัสสปะ เป็นต้น<br />
มหาจาตุรงคสันนิบาต<br />
ครั้นพระศาสดาเสด็จประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร ในกรุงราชคฤห์ ได้มีการประชุม<br />
ใหญ่แห่งพระสาวกคราวหนึ่ง เรียกการประชุมคราวนั้นว่า จาตุรงคสันนิบาต แปลว่า การ<br />
ประชุมมีองค์ ๔ คือ<br />
๑. พระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกัน<br />
๒. พระสาวกเหล่านั้น ล้วนเป็นเอหิภิกขุ คือผู้ได้รับอุปสมบทที่พระศาสดาประทาน<br />
ด้วยพระองค์เอง<br />
๓. พระสาวกเหล่านั้น ต่างมากันเองโดยมิได้นัดหมายกันมาก่อน<br />
๔. วันนั้นเป็นวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง พระบรมศาสดาทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์<br />
ในท่ามกลางพระสาวกเหล่านั้น<br />
ใจความโอวาทปาติโมกข์ (โอวาทปาฏิโมกข์ ก็ใช้)<br />
พระคาถาที่ ๑ แสดงว่า ขันติ ความอดทน เป็นตบะอย่างยอด ท่านผู้รู้กล่าวนิพพาน<br />
ว่าเป็นยอด บรรพชิตผู้เบียดเบียนสัตว์อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ<br />
พระคาถาที่ ๒ แสดงว่า การละบาปทั้งปวง การทำกุศลให้บริบูรณ์ การทำจิตใจของตน<br />
ให้ผ่องใส เป็นศาสนธรรมคำสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลาย<br />
พระคาถาที่ ๓ กับอีกกึ่ง ทรงแสดงว่า ความไม่พูดว่าร้ายกัน ความไม่ประหัตประหาร<br />
กัน ความสำรวมในปาติโมกข์ ความรู้จักประมาณในอาหาร ความเสพที่นอนที่นั่งอันสงัด ความ<br />
ประกอบในทางจิตอย่างสูง เป็นคำสอนของท่านผู้รู้ทั้งหลาย<br />
มหาสันนิบาตนี้ได้มีขึ้นในวันมาฆปุรณมีดิถีเพ็ญแห่งเดือนมาฆมาส เวลาบ่าย ซึ่งตรง<br />
กับวันทำพิธีศิวาราตรีของพวกพราหมณ์ นับเป็นการประชุมใหญ่ในพระศาสนานี้ได้เกิดมีขึ้น</p>
<p>เพียงครั้งเดียว นับเป็นพระเกียรติของพระบรมศาสดา เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างน่า อัศจรรย์อย่างยิ่ง</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lifeofbuddha.org/7/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b9%87%e0%b8%8d%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%98%e0%b8%8a.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทรงอนุญาตเสนาสนะ</title>
		<link>http://lifeofbuddha.org/12/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b0.html</link>
		<comments>http://lifeofbuddha.org/12/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b0.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 03:55:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lifeofbuddha.org/?p=12</guid>
		<description><![CDATA[ทรงอนุญาตเสนาสนะ เมื่อครั้งพระเจ้าพิมพิสารทรงถวายเวฬุวนารามเป็นที่ประทับของพระศาสดา พร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์ในขณะเสด็จกรุงราชคฤห์ครั้งแรก วันหนึ่ง ราชคหกเศรษฐี (เศรษฐีประจำกรุงราชคฤห์) ได้เห็นกิริยาอาการของภิกษุสงฆ์ เกิดความเลื่อมใส จึงถามภิกษุเหล่านั้นว่า ถ้าจะทำวิหาร คือกุฎีขึ้น ภิกษุเหล่านั้นจะพึงอยู่ในวิหารของเขาหรือเปล่า ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า พระศาสดา ยังมิได้ทรงอนุญาตเสนาสนะ เศรษฐีจึงขอให้ภิกษุเหล่านั้นทูลถามพระศาสดา พระภิกษุเหล่านั้น รับคำของเศรษฐีแล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลถามเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้เป็นเหตุ พระศาสดาจึงตรัสธรรมีกถาแล้วอนุญาตเสนาสนะ ๕ ชนิด คือ ๑. วิหาร เป็นกุฎีมีหลังคา มีปีกสองข้างอย่างปกติ ๒. อัฑฒโยค ได้แก่โรงหรือร้านที่มุงแต่เพียงซีกเดียว ๓. ปราสาท คือเรือนชั้น เรือนที่นำมาซึ่งความสุขจิตอันมีความงดงาม ๔. หัมมิยะ ได้แก่เรือนมีหลังคาที่มีลานพระจันทร์ส่องถึง คือเรือนหลังคาตัด ๕. คูหา ได้แก่ถ้ำแห่งภูเขา เมื่อเศรษฐีได้ทราบจากภิกษุเหล่านั้นว่า พระศาสดาทรงอนุญาตเสนาสนะ จึงได้ปลูก วิหารขึ้น ๖๐ หลัง พระศาสดาทรงแนะให้อุทิศไว้เพื่อภิกษุผู้มาแต่ทิศทั้ง ๔ แล้วจึงทรงอนุโมทนา วิหารทานนั้น โดยใจความว่า “วิหารนั้นย่อมกำจัดเย็นร้อน กันสัตว์ร้าย &#8230; <a class="read-excerpt" href="http://lifeofbuddha.org/12/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b0.html">Continue reading <span class="meta-nav">&#187;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ทรงอนุญาตเสนาสนะ</strong><br />
เมื่อครั้งพระเจ้าพิมพิสารทรงถวายเวฬุวนารามเป็นที่ประทับของพระศาสดา พร้อมด้วย<br />
ภิกษุสงฆ์ในขณะเสด็จกรุงราชคฤห์ครั้งแรก วันหนึ่ง ราชคหกเศรษฐี (เศรษฐีประจำกรุงราชคฤห์)<br />
ได้เห็นกิริยาอาการของภิกษุสงฆ์ เกิดความเลื่อมใส จึงถามภิกษุเหล่านั้นว่า ถ้าจะทำวิหาร<br />
คือกุฎีขึ้น ภิกษุเหล่านั้นจะพึงอยู่ในวิหารของเขาหรือเปล่า ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า พระศาสดา<br />
ยังมิได้ทรงอนุญาตเสนาสนะ เศรษฐีจึงขอให้ภิกษุเหล่านั้นทูลถามพระศาสดา พระภิกษุเหล่านั้น<br />
รับคำของเศรษฐีแล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลถามเรื่องนี้<br />
เพราะเรื่องนี้เป็นเหตุ พระศาสดาจึงตรัสธรรมีกถาแล้วอนุญาตเสนาสนะ ๕ ชนิด<br />
คือ<br />
๑. วิหาร เป็นกุฎีมีหลังคา มีปีกสองข้างอย่างปกติ<br />
๒. อัฑฒโยค ได้แก่โรงหรือร้านที่มุงแต่เพียงซีกเดียว<br />
๓. ปราสาท คือเรือนชั้น เรือนที่นำมาซึ่งความสุขจิตอันมีความงดงาม<br />
๔. หัมมิยะ ได้แก่เรือนมีหลังคาที่มีลานพระจันทร์ส่องถึง คือเรือนหลังคาตัด<br />
๕. คูหา ได้แก่ถ้ำแห่งภูเขา</p>
<p><span id="more-12"></span><br />
เมื่อเศรษฐีได้ทราบจากภิกษุเหล่านั้นว่า พระศาสดาทรงอนุญาตเสนาสนะ จึงได้ปลูก<br />
วิหารขึ้น ๖๐ หลัง พระศาสดาทรงแนะให้อุทิศไว้เพื่อภิกษุผู้มาแต่ทิศทั้ง ๔ แล้วจึงทรงอนุโมทนา<br />
วิหารทานนั้น โดยใจความว่า “วิหารนั้นย่อมกำจัดเย็นร้อน กันสัตว์ร้าย สัตว์เลื้อยคลาน<br />
ยุง คุ้มฝนลมและแดด การถวายวิหารแก่สงฆ์เพื่อเป็นที่เร้น เพื่อความสำราญ เพื่อบำเพ็ญ<br />
สมถวิปัสสนา พระพุทธเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่าเลิศ เหตุนั้น บัณฑิตแลเห็นประโยชน์ตน<br />
พึงทำวิหารให้น่าสำราญ แล้วเชิญท่านผู้พหูสูตให้อยู่ และพึงให้ข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม เสนาสนะ<br />
คือ ที่นอน ที่นั่งแก่ท่าน ด้วยใจเลื่อมใสในท่านว่าเป็นผู้ตรง ท่านพหูสูตเหล่านั้นย่อมแสดง<br />
ธรรม อันเป็นเครื่องบำบัดทุกข์แก่เขา เขาผู้รู้ธรรมแล้ว จักเป็นผู้หาอาสวะมิได้ ปรินิพพาน<br />
ในโลก” พระศาสดาทรงอนุโมทนาวิหารทานของราชคหกเศรษฐีแล้วจึงเสด็จกลับ<br />
<strong> </strong></p>
<p><strong>ทรงแสดงวิธีทำปุพพเปตพลี</strong><br />
พวกพราหมณ์มีธรรมเนียมเซ่นและทำทักษิณาอุทิศบุรพบิดาของเขา เรียกว่า “ศราทธะ”<br />
เนื่องในการเผาศพบ้าง ในวันครบรอบวันตายของบุรพบิดาบ้าง บุรพบิดาของเขา มี ๓ ชั้น คือ<br />
บิดา ปู่ ทวด ผู้อันจะพึงเซ่นด้วยก้อนข้าวเรียกว่า “สปิณฑ” แปลว่า ผู้ร่วมก้อนข้าว (ข้าวบิณฑ์)<br />
บุรพบิดาที่พ้นจากทวดขึ้นไปก็ดี ญาติผู้ไม่ได้สืบสายตรงก็ดี เป็นผู้จะพึงได้รับน้ำ ที่กรวดเรียก<br />
“สมาโนทก” แปลว่า ผู้ร่วมน้ำ การกรวดน้ำนั้น เขาลงไปในแม่น้ำ เอามือกอบน้ำ</p>
<p>ขึ้นปล่อยให้ค่อยๆ รั่วลง นึกอุทิศถึงผู้ตายไปพลางว่า ขอให้น้ำระงับความกระหายของท่านเหล่านั้น<br />
ข้าวบิณฑ์ของพราหมณ์นั้น เมื่อเขาทำพิธีเซ่นแล้ว จะโยนให้ทานสัตว์ เช่น กาบ้าง สัตว์เลี้ยงบ้าง<br />
นกกาเขาถือว่าเป็นนกผี เมื่อให้อาหารกินแล้วจะไม่รังควานบุรพบิดาของเขา การทำ<br />
ทักษิณาที่เรียกว่าศราทธะนั้น จะมีพิธีเชิญพราหมณ์มาเลี้ยงเสร็จแล้วแจกไทยธรรมที่เป็นผ้านุ่ง<br />
ผ้าห่ม เพราะพวกพราหมณ์เขาถือว่าเพื่อไม่ให้บุรพบิดาของเขาหิวกระหายและเปลือยกาย<br />
ธรรมเนียมนี้เนื่องมาถึงคนไทย การทำข้าวบิณฑ์คือเอาข้าวกรอกในกรวยใบตองคว่ำ<br />
ลงบนภาชนะมีพานเป็นต้น มีกับข้าวของกิน ๒ &#8211; ๓ อย่าง ประดับด้วยดอกไม้สดหรือ<br />
ด้วยเครื่องสักการะ ซึ่งจะทำกันในวันเทศกาล คือ ในวันสารท ในวันตรุษ ในวันสงกรานต์<br />
การกรวดน้ำ ก็ยังคงทำกันอยู่ในเวลาพระสงฆ์อนุโมทนา โดยใช้ภาชนะ เช่น แก้วน้ำ ใส่น้ำแล้ว<br />
เอาไปเทลงที่ดินหรือกรวดลงดิน ขณะกรวดก็นึกอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ญาติตามคติทาง<br />
พระพุทธศาสนา<br />
พระเจ้าพิมพิสาร ภายหลังแต่ทรงนับถือพระพุทธศาสนาแล้วก็ทรงอนุโลมตาม<br />
ธรรมเนียมพราหมณ์ คือ เลี้ยงพระและถวายไทยธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์แทนทำแก่พราหมณ์<br />
(เดิมเคยทำแก่พราหม์) พระศาสดาทรงอนุโมทนาในการทำทักษิณา แต่ขยายให้กว้างขวางจาก<br />
บุรพบิดา ๓ ชั้น โดยที่สุดเป็นเพียงมิตรสหายก็ควรทำอุทิศไปให้ ทักษิณาอุทิศคนตายทั่วไป<br />
อย่างนี้เรียกว่า ทักษิณานุปทาน แปลว่า การตามเพิ่มให้ทักษิณาบ้าง เรียกว่า มตกทาน<br />
แปลว่า การอุทิศผู้ตายบ้าง ส่วนทักษิณาอุทิศเฉพาะบุรพบิดา เรียกว่า ปุพพเปตพลี</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lifeofbuddha.org/12/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b0.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทรงมอบให้สงฆ์เป็นใหญ่ในการให้อุปสมบท</title>
		<link>http://lifeofbuddha.org/15/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%86%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b9%83.html</link>
		<comments>http://lifeofbuddha.org/15/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%86%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b9%83.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 03:58:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lifeofbuddha.org/?p=15</guid>
		<description><![CDATA[ทรงมอบให้สงฆ์เป็นใหญ่ในการให้อุปสมบท วันหนึ่ง พระศาสดาทรงดำเนินอยู่ในพระวิหาร ทอดพระเนตรเห็นราธพราหมณ์ มีร่างกายผ่ายผอม มีผิวพรรณเศร้าหมองไม่ผ่องใส จึงตรัสถามได้ความว่าเธอประสงค์จะบวช แต่ไม่มีใครจัดการบวชให้ เพราะเห็นเป็นคนชราอนาถาหาที่พึ่งมิได้ พระองค์จึงเรียกประชุม สงฆ์ หาผู้ที่จะบวชให้ พระสารีบุตรเถระจึงอาสาที่จะบวชให้ เพราะระลึกถึงคุณที่ราธพราหมณ์ ได้ถวายอาหารบิณฑบาตทัพพีหนึ่ง พระศาสดาตรัสสั่งพระสารีบุตรให้บวชราธพราหมณ์ แล้วตรัสให้เลิกอุปสมบทด้วยวิธีไตรสรณคมณ์ที่ทรงอนุญาตไว้แต่เดิม ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทรงอนุญาตให้สงฆ์อุปสมบทกุลบุตรด้วย วิธีญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา หรือ การอุปสมบท ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา คือ การอุปสมบทด้วยการที่สงฆ์สวดญัตติ ๑ ครั้ง และประกาศ รับรอง ๓ ครั้ง โดยมีวิธีการดังนี้ ในมัธยมชนบท (ถิ่นเจริญ) ให้ประชุมภิกษุตั้งแต่ ๑๐ รูป ขึ้นไป ในปัจจันตชนบท (ถิ่นกันดาร) ที่หาภิกษุยาก ให้ประชุมภิกษุอย่างน้อย ๕ รูป ให้ภิกษุ รูปหนึ่งสวดญัตติให้สงฆ์ทราบครั้งหนึ่งก่อน แล้วประกาศรับรองการอุปสมบทของผู้นั้น ๓ ครั้ง ถ้าไม่มีภิกษุใดคัดค้านผู้นั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ ถ้าถูกคัดค้านแม้แต่เสียงเดียว การอุปสมบทก็ไม่ สมบูรณ์ ผู้อุปสมบทต้องมีภิกษุเป็นผู้รับรอง เรียกว่า &#8230; <a class="read-excerpt" href="http://lifeofbuddha.org/15/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%86%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b9%83.html">Continue reading <span class="meta-nav">&#187;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ทรงมอบให้สงฆ์เป็นใหญ่ในการให้อุปสมบท</strong><br />
วันหนึ่ง พระศาสดาทรงดำเนินอยู่ในพระวิหาร ทอดพระเนตรเห็นราธพราหมณ์<br />
มีร่างกายผ่ายผอม มีผิวพรรณเศร้าหมองไม่ผ่องใส จึงตรัสถามได้ความว่าเธอประสงค์จะบวช<br />
แต่ไม่มีใครจัดการบวชให้ เพราะเห็นเป็นคนชราอนาถาหาที่พึ่งมิได้ พระองค์จึงเรียกประชุม<br />
สงฆ์ หาผู้ที่จะบวชให้ พระสารีบุตรเถระจึงอาสาที่จะบวชให้ เพราะระลึกถึงคุณที่ราธพราหมณ์<br />
ได้ถวายอาหารบิณฑบาตทัพพีหนึ่ง พระศาสดาตรัสสั่งพระสารีบุตรให้บวชราธพราหมณ์<br />
แล้วตรัสให้เลิกอุปสมบทด้วยวิธีไตรสรณคมณ์ที่ทรงอนุญาตไว้แต่เดิม ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา<br />
ทรงอนุญาตให้สงฆ์อุปสมบทกุลบุตรด้วย วิธีญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา หรือ การอุปสมบท<br />
ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา คือ การอุปสมบทด้วยการที่สงฆ์สวดญัตติ ๑ ครั้ง และประกาศ<br />
รับรอง ๓ ครั้ง โดยมีวิธีการดังนี้</p>
<p><span id="more-15"></span><br />
ในมัธยมชนบท (ถิ่นเจริญ) ให้ประชุมภิกษุตั้งแต่ ๑๐ รูป ขึ้นไป<br />
ในปัจจันตชนบท (ถิ่นกันดาร) ที่หาภิกษุยาก ให้ประชุมภิกษุอย่างน้อย ๕ รูป ให้ภิกษุ<br />
รูปหนึ่งสวดญัตติให้สงฆ์ทราบครั้งหนึ่งก่อน แล้วประกาศรับรองการอุปสมบทของผู้นั้น ๓ ครั้ง</p>
<p>ถ้าไม่มีภิกษุใดคัดค้านผู้นั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ ถ้าถูกคัดค้านแม้แต่เสียงเดียว การอุปสมบทก็ไม่<br />
สมบูรณ์ ผู้อุปสมบทต้องมีภิกษุเป็นผู้รับรอง เรียกว่า อุปัชฌายะ<br />
ข้อที่ทรงอนุญาตให้สงฆ์อุปสมบทกุลบุตรนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าทรงยกให้สงฆ์เป็น<br />
ใหญ่ในกิจที่สำคัญ แม้แต่พระองค์เองตั้งแต่ทรงมอบอำนาจแก่สงฆ์แล้ว ก็ไม่ทรงประทาน<br />
เอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่ภิกษุใดเลย และในสังฆกรรมอื่น ๆ ก็ทรงมอบอำนาจให้สงฆ์ทำเหมือนกัน<br />
โดยแยกเป็นกรรม ๔ ประเภท (ตามจำนวนสงฆ์ที่ประชุมกัน) ดังนี้<br />
๑. จตุวรรค คือ สังฆกรรมที่มีภิกษุเข้าประชุมเป็นสงฆ์ ๔ รูป ใช้สำหรับสังฆกรรม<br />
ทั่วไป เว้นไว้แต่สังฆกรรมบางอย่าง<br />
๒. ปัญจวรรค คือ สังฆกรรมที่มีภิกษุเข้าประชุมเป็นสงฆ์ ๕ รูป สำหรับให้อุปสมบท<br />
ในปัจจันตชนบท และปวารณา<br />
๓. ทสวรรค คือ สังฆกรรมที่มีภิกษุเข้าประชุมเป็นสงฆ์ ๑๐ รูป สำหรับให้อุปสมบท<br />
ในมัชฌิมชนบท<br />
๔. วีสติวรรค คือ สังฆกรรมที่มีภิกษุเข้าประชุมเป็นสงฆ์ ๒๐ รูป สำหรับสวดระงับ<br />
อาบัติสังฆาทิเสส เรียกว่า สวดอัพภาน<br />
โปรดสิงคาลมาณพ<br />
เช้าวันหนึ่ง พระศาสดาเสด็จเข้าสู่พระนครราชคฤห์เพื่อทรงรับบิณฑบาต ได้ทอด<br />
พระเนตรเห็นมาณพผู้หนึ่ง ชื่อว่า สิงคาละ มีผ้านุ่งผ้าห่มเปียกชุมด้วยน้ำ มีผมเปียก ยกมือไหว้<br />
ทิศทั้งหลายอยู่ จึงตรัสถามได้ความว่า สิงคาละมาณพไหว้ทิศทั้ง ๖ ตามคำสอนของบิดา<br />
พระพุทธองค์จึงทรงแสดงวิธีไหว้ทิศทั้ง ๖ ตามหลักในทางพระพุทธศาสนา ดังนี้<br />
ปุรัตถิมทิศ คือ ทิศเบื้องหน้า ได้แก่ บิดามารดา<br />
ทักขิณทิศ คือ ทิศเบื้องขวา ได้แก่ อาจารย์<br />
ปัจฉิมทิศ คือ ทิศเบื้องหลัง ได้แก่ บุตร ภรรยา<br />
อุตตรทิศ คือ ทิศเบื้องซ้าย ได้แก่ มิตร สหาย<br />
เหฏฐิมทิศ คือ ทิศเบื้องล่าง ได้แก่ บ่าว และลูกจ้าง<br />
อุปริมทิศ คือ ทิศเบื้องบน ได้แก่ สมณพราหมณ์<br />
และทรงแสดงกิจที่ควรทำในเบื้องต้นของการไหว้ทิศ คือ ผู้ไหว้ทิศ ควรเว้นจากกรรมกิเลส ๔<br />
จากอคติ ๔ และอบายมุข ๖ ดังมีรายละเอียดดังนี้<br />
กรรมกิเลส การงานอันเศร้าหมอง ๔ อย่าง คือ</p>
<p>๑. การล้างผลาญชีวิต</p>
<p>๒. การลักขโมย</p>
<p>๓. การประพฤติผิดในกาม</p>
<p>๔. การพูดปด<br />
อคติ ความลำเอียง ๔ อย่าง คือ<br />
๑. ลำเอียงเพราะรัก<br />
๒. ลำเพียงเพราะชัง<br />
๓. ลำเอียงเพราะกลัว<br />
๔. ลำเอียงเพราะเขลา<br />
อบายมุข ทางแห่งความฉิบหาย ๖ อย่าง คือ<br />
๑. ดื่มสุราเมรัย<br />
๒. เที่ยวกลางคืน<br />
๓. เพลิดเพลินในการดูการเล่น<br />
๔. เล่นการพนัน<br />
๕. เกียจคร้านไม่ทำงาน<br />
๖. คบคนชั่วเป็นมิตร<br />
ต่อจากนั้น จึงทรงแสดงการไหว้ทิศ ๖ อย่างถูกวิธี คือ การปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้อง<br />
เหมาะสมกับฐานะของตน<br />
พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่สิงคาลมาณพ โดยทรงเปลี่ยนการไหว้ทิศ<br />
จากลัทธิเดิม ซึ่งสิงคาลมาณพได้ฟังพระธรรมเทศนานี้แล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใส สรรเสริญ<br />
พระธรรมเทศนานั้นแล้วแสดงตนเป็นอุบาสก ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ<br />
ตลอดชีวิตตั้งแต่นั้นมา</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lifeofbuddha.org/15/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%86%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b9%83.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มูลเหตุทำเทวตาพลี</title>
		<link>http://lifeofbuddha.org/18/%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b5.html</link>
		<comments>http://lifeofbuddha.org/18/%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b5.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 May 2011 04:00:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>buddhist</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lifeofbuddha.org/?p=18</guid>
		<description><![CDATA[มูลเหตุทำเทวตาพลี การสังเวยเทวดาเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งของพวกอริยกะ การสังเวยเทวดามี ๒ อย่าง คือ สังเวยเทวดาที่ดี เพื่อให้เอ็นดูยิ่งขึ้น และสังเวยเทวดาที่ร้าย เพื่อมิให้คิดร้าย ส่วนเครื่อง สังเวยอนุโลมตามเทวดาผู้รับ คือ ถ้าเทวดาใจดี ก็สังเวยด้วยขนม นม เนย และผลไม้ เทวดาใจร้าย ก็สังเวยด้วยมังสะและโลหิตสัตว์ เทวดาที่สังเวยมีพระธรณี พระคงคา พระเพลิง พระอินทร์ พระยม และเทวดาอื่น ๆ ผู้ทำการสังเวยย่อมทำตามวรรณะของตน ผู้ที่ไม่ทำ ปาณาติบาตย่อมงดเว้นการสังเวยด้วยมังสะและโลหิตสัตว์ ส่วนผู้ที่ไม่เว้นปาณาติบาตย่อมสังเวย ด้วยของต่าง ๆ ไม่เลือกชนิด ครั้งหนึ่ง พระศาสดาเสด็จไปบ้านปาฏลีคาม ในแคว้นมคธ ทรงรับนิมนต์ของสุนีธ พราหมณ์และวัสสการพราหมณ์เพื่อรับภัตตาหารพร้อมภิกษุสงฆ์ ครั้นแล้วพระองค์ทรง อนุโมทนาด้วยคาถาว่า “ยสฺมึ ปเทเส กปฺเปติ วาสํ ปณฺฑิตชาติโย” เป็นต้น ความว่า “กุลบุตรผู้มีชาติแห่งบัณฑิตสำเร็จการอยู่ในประเทศที่ใด พึงนิมนต์พรหมจารีผู้มีศีล สำรวมดี ให้ฉัน ณ ที่นั้น แล้วอุทิศทักษิณาเพื่อเทวดาผู้สิงสถิตย์ &#8230; <a class="read-excerpt" href="http://lifeofbuddha.org/18/%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b5.html">Continue reading <span class="meta-nav">&#187;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มูลเหตุทำเทวตาพลี</strong><br />
การสังเวยเทวดาเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งของพวกอริยกะ การสังเวยเทวดามี ๒ อย่าง<br />
คือ สังเวยเทวดาที่ดี เพื่อให้เอ็นดูยิ่งขึ้น และสังเวยเทวดาที่ร้าย เพื่อมิให้คิดร้าย ส่วนเครื่อง<br />
สังเวยอนุโลมตามเทวดาผู้รับ คือ ถ้าเทวดาใจดี ก็สังเวยด้วยขนม นม เนย และผลไม้<br />
เทวดาใจร้าย ก็สังเวยด้วยมังสะและโลหิตสัตว์ เทวดาที่สังเวยมีพระธรณี พระคงคา พระเพลิง<br />
พระอินทร์ พระยม และเทวดาอื่น ๆ ผู้ทำการสังเวยย่อมทำตามวรรณะของตน ผู้ที่ไม่ทำ<br />
ปาณาติบาตย่อมงดเว้นการสังเวยด้วยมังสะและโลหิตสัตว์ ส่วนผู้ที่ไม่เว้นปาณาติบาตย่อมสังเวย<br />
ด้วยของต่าง ๆ ไม่เลือกชนิด<br />
ครั้งหนึ่ง พระศาสดาเสด็จไปบ้านปาฏลีคาม ในแคว้นมคธ ทรงรับนิมนต์ของสุนีธ<br />
พราหมณ์และวัสสการพราหมณ์เพื่อรับภัตตาหารพร้อมภิกษุสงฆ์ ครั้นแล้วพระองค์ทรง</p>
<p><span id="more-18"></span></p>
<p>อนุโมทนาด้วยคาถาว่า “ยสฺมึ ปเทเส กปฺเปติ วาสํ ปณฺฑิตชาติโย” เป็นต้น ความว่า<br />
“กุลบุตรผู้มีชาติแห่งบัณฑิตสำเร็จการอยู่ในประเทศที่ใด พึงนิมนต์พรหมจารีผู้มีศีล สำรวมดี<br />
ให้ฉัน ณ ที่นั้น แล้วอุทิศทักษิณาเพื่อเทวดาผู้สิงสถิตย์ ณ ที่นั้น เทวดาทั้งหลายนั้น<br />
อันกุลบุตรบูชาแล้ว ย่อมบูชาตอบ อันกุลบุตรนั้นนับถือแล้ว ย่อมนับถือตอบ แต่นั้น<br />
ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรนั้นด้วยเมตตาดุจมารดาอนุเคราะห์บุตร กุลบุตรนั้นอันเทวดา<br />
อนุเคราะห์แล้วย่อมเห็นผลเจริญ ทุกเมื่อ”<br />
ด้วยคาถานี้ แสดงว่าพระองค์ทรงแนะนำวิธีทำเทวตาพลี ด้วยบริจาคทานแล้ว<br />
อุทิศส่วนกุศลไปถึง ไม่ทรงสนับสนุนการสังเวยด้วยการแสดงวิธีทำเทวตาพลีอย่างนี้ พึงเห็นว่า<br />
ไม่ได้ทรงเปลี่ยนความเห็นการสังเวยเทวดาอย่างเดิม เพียงแต่ทรงเปลี่ยนวิธีทำให้สำเร็จ<br />
ประโยชน์ดีขึ้นกว่า ทรงแสดงวิธีทำเทวตาพลี ทรงผ่อนผันอนุโลมตามกาลเทศะ</p>
<p>ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lifeofbuddha.org/18/%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b5.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

